| bo's profileWhere the truth liesPhotosBlogLists | Help |
|
August 18 คู่ผัวตัวเมียทำไมก็ไม่รู้ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่ไม่ชอบคำว่า "ผัว" เลย
คิดว่าหลายๆ คนก็อาจจะคิดเหมือนกัน
ทำไมมันฟังดูน่าเกลียดๆ บ้านๆ ชอบกล
แต่ว่าคำว่า "เมีย" ถึงจะไม่ค่อยดี แต่ก็ยังพอทนได้
สงสัยมาเนิ่นนานว่าเป็นเพราะอะไร
มันมีเหรอ คำที่ฟังดูแย่ด้วยตัวของมันเองได้ หรือว่าเรารู้สึกแย่เพราะอะไรกันแน่
ถ้า "ผัว" มันหมายถึง "กระทะ" เราจะรู้สึกว่าคำว่า "ผัว" มันดูแย่ๆ มั๊ย
เราจะรู้สึกกระอักกระอ่วนมั๊ย ที่จะพูดกับเพื่อนว่า "ช่วยหยิบผัวที่แขวนอยู่ตรงนั้นให้หน่อยสิ ชั้นจะเอามาเจียวไข่กิน"
เมื่อวันแม่ที่ผ่านมาได้กลับบ้านไปหาแม่
ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถด้วยกัน 3 คน พ่อ แม่ และเรา
ก็ได้นินทาคนที่ไม่ได้อยู่ด้วย ในที่นี้คือ ออฟ น้องชายของเราเอง
เราก็คุยขึ้นมาเล่นๆ ว่า เอ.. ออฟมันมีแฟนรึยังเนี่ย
พ่อบอกว่าคิดว่ายังไม่มี ดูมันยังไม่ค่อยประสีประสาหรือสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่
แต่พ่อเล่าให้ฟังถึงเด็กบ้านใกล้เรือนเคียงคนนึง ซึ่งอายุเท่ากันกับออฟ
แต่กลับมีลูกแล้วถึงสองคน
อะไรกันเนี่ยเด็กสมัยนี้ อายุ 15 เท่านั้น ก็มีลูกตั้ง 2 คนแล้ว
จากนั้นบทสนทนาก็ได้พาดพิงไปถึงน้องคนนึงที่เราเคยเห็นเค้าตั้งแต่เด็กๆ
แต่ว่าเพิ่งมาเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ อายุก็มากน้อยกว่าออฟแค่ไม่กี่ปี แถมเป็นลูกคนเดียวด้วย
เราก็ถามแม่ว่า แล้วน้องเค้ามีแฟนมั๊ย แม่บอกว่าไม่มี เห็นมีแต่เพื่อน
เราก็เลยถามว่าแล้วเพื่อนสนิทล่ะมีมั๊ย แม่ก็บอกว่าน่าจะมีมั๊ง
ก็เลยถามแม่ว่า "เอ๊า!! ก็แสดงว่าเค้ามีแฟนใช่มั๊ย"
แม่ก็เลยตอบว่า "เอ... ก็ไม่เห็นมีใครมาอยู่ด้วยที่บ้าน เห็นว่ามีแต่เพื่อนมาหา"
เราก็ถามต่อว่า "แฟนในความหมายของแม่ ต้องมาอยู่ด้วยกันอย่างเดียวเลยเหรอ เค้าคบกันป็นแฟนเฉยๆ ก็ได้นิ"
แม่ก็เลย เออออ
จากนั้นก็ได้ไปพูดถึงน้องอีกคนนึง อายุประมาณพอๆ กับออฟเหมือนกัน
แม่บอกว่าเค้ามีเมียแล้ว เราก็เลยต้องถามว่าหมายถึงแฟนรึป่าวแม่ ไปเรียกเค้าว่าเมียได้งัย
แม่ตอบว่า "ก็เค้ามาอยู่ด้วยที่บ้านน่ะ จะไม่ให้เรียก ผัวเมีย แล้วจะให้เรียกว่ายังงัย"
คราวนี้เราก็เลยไม่รู้จะตอบแม่ว่ายังงัยเหมือนกัน
เพราะที่เราเคยเห็นมาจากแถวบ้าน หรือคนาก็อยู่ด้วยกันเฉยๆ โดยมุ่งหวังดำเนินชีวิตเยี่ยงสามีภรรยา เพียงแต่เค้าไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานเท่านั่นเอง
บางคนก็อยู่จนมีลูกเป็นเรื่องเป็นราว
สรุปว่าจากการสังเกตพบว่า สำหรับแม่แล้ว ถ้าหากว่าเป็นแฟนกัน แม่จะใช้คำว่า เพื่อน หรือเพื่อนสนิท
แต่ถ้ามาอยู่ด้วยกันแล้วเนี่ย ก็จะเรียกผัวเมียเลยทันที คิดไปคิดมาก็เลยสับสนว่า อะไรคือเกณฑ์การแบ่งระหว่างว่า
คู่นี้เป็นแฟนที่อยู่บ้านเดียวกันเฉยๆ กับ คู่นี้เป็นผัวเมียที่อยู่กินกันโดยยังไม่ได้แต่งงาน
หรือจะเอาเรื่องการมีลูกมาแบ่ง ซึ่งอาจจะพอช่วยได้ แต่ไม่น่าจะทั้งหมด
คือถ้าคู่ไหนมีลูกก็จัดแยกไว้ในประเภทหลังได้ทันที
แต่ว่าถ้าคู่ที่ไม่มีลูกล่ะ จะใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน เพราะว่าคู่แต่งงานที่เข้าพิธีบางคนเค้าก็ไม่ได้มีลูกเหมือนกัน
ทำให้นึกไปถึงกรณีที่เคยมีผู้หญิงคนนึงมาประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ แต่ถูกแฉหลังได้รับตำแหน่งว่าเคยแต่งงานมาแล้ว
จริงๆ เธอเคยแต่งงานมาแล้ว เข้าพิธี สวมชุดเป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่าไม่ได้จดทะเบียน
แล้วทำไมเธอถึงถูกตัดสิทธิ์ล่ะ
ถ้าเธอเคยอยู่กับผู้ชายคนนั้น แต่ว่าเธอไม่ได้เข้าพิธีแต่ง เธอจะถูกตัดสิทธิ์มั๊ย
คนที่แฉจะเอาหลักฐานอะไรมาแฉเป็นเรื่องเป็นราว (ในกรณีนี้ เค้าเอาภาพพิธีแต่งงานมาแฉ)
ที่จะบอกว่าเธอเคยอยู่กินกับผู้ชายมาก่อน
แล้วกองประกวดจะสามารถตัดสิทธิ์เธอ เพราะว่าเธอเคยอยู่กินกับผู้ชายมาก่อนได้มั๊ย
หรือว่าจะตัดสิทธิ์เพราะว่าเธอเคยแต่งงานมาก่อนได้หรือไม่
ในเมื่อเธออาจตอบว่าไม่เคยจดทะเบียน และไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานใดๆ ทั้งสิ้น
สงสัย สงสัยมากๆ
ปล. คำว่า "คู่ผัวตัวเมีย" ที่เอามาตั้งชื่อเรื่องนี้ เป็นคำที่ฟังแล้วจั๊กกะจี้ดีจริงๆ ดูแบบบ้านๆ ฟังแล้วรู้สึกประหลาดๆ ชอบกล
July 31 หงุดหงิด...ขอระบายเป็นอะรัยอีกแล้วก็ไม่รู้
ย้อนไปเมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้วที่เป็นแผลอักเสบที่ตัว
หมอบอกว่าเป็นสิวที่พัฒนากลายไปเป็นฝี
ตอนแรกกะจะไม่ไปหาหมอ แต่สุดท้ายแผลใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนปวดแผลมากๆ
จึงตัดสินใจไปหาหมอที่บำรุงราษฎร์
หมอจัดการทำแผลให้ แป๊บเดียวก็เสร็จ ไม่ทันเจ็บ
แค่ 2 วันแผลก็แห้ง และหาย เหลือไว้ก็แต่รอยแผลเป็น
จนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ปรากฎว่าเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่คนละที่กัน
คราวนี้ด้วยความที่มีประสบการณ์แล้วจึงตัดสินใจว่ารีบไปหาหมอดีกว่า
ก่อนที่มันจะพัฒนากลายไปเป็นฝีอีก
คราวนี้ลองเปลี่ยนโรงพยาบาลมั่ง ลองไปหาที่พญาไท 2 ดู
เพราะเห็นว่าใกล้บ้านดี
โทรไปที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้าเพื่อพยายามที่จะนัดหมอ
แต่เจ้าหน้าบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องนัดก็ได้
เราก็เลยถามว่า "ศูนย์ผิวหนังปิดกี่โมงคะ"
เจ้าหน้าที่แจ้งว่า "ทุ่มครึ่งค่ะ"
วันนี้นั่งทำงานด้วยความปวดแผล รอเวลาว่าเมื่อไรจะเลิกงาน จะได้รีบไปหาหมอ
ออกจากที่ทำงานตอน 6 โมง ไปถึงโรงพยาบาลตอน 6 โมงครึ่ง
ถามทางประชาสัมพันธ์ว่าจะไปศูนย์โรคผิวหนังได้อย่างไร
เจ้าหน้าที่บอกว่าอยู่ชั้น 2
เดินขึ้นบันไดไปด้วยใจเปี่ยมหวัง แต่กลับพบกับโต๊ะประชาสัมพันธ์ที่ศูนย์โรคผิวหนังที่ว่างเปล่า
กับไฟที่ถูกปิดมืด
เจ้าหน้าที่แผนกข้างๆ บอกว่าเค้าปิดแล้ว
มาถึงตอนนี้ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกตอนนั้นออกมาได้เป็นคำพูดเลยจิงๆ
โมโหจนอยากจะร้องไห้ ใครกันบอกว่าไม่ต้องนัดหมอ ใครกันบอกว่าศูนย์ฯ ปิดทุ่มครึ่ง
สุดท้ายเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้างๆ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นศูนย์เลสิก
บอกว่าจะช่วยหาหมอให้
ในที่สุดก็มาลงเอยที่ Cosmetic Center หรือศูนย์ความงามนั่นเอง
หมอบอกว่าเป็นผิวหนังติดเชื้อ จะกรีดเอาหนองที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ออกให้
(บอกก่อนว่าตอนนั้นมันไม่ได้มีหนองให้เห็น เป็นแค่นูนๆ สีแดง เหมือนมีอะรัยอักเสบอยู่ข้างใน)
จะฉีดยาชาให้ แต่ว่าเสร็จแล้วจะไม่เย็บแผลให้นะ (ได้ข่าวว่าผ่าเส้นผ่านศูนย์กลางตั้ง 1 เซ็น แล้วทำไมไม่เย็บแผลให้วะ)
พอหมอวินิจฉัยโรคเสร็จก็ต้องเข้าไปห้องผ่าตัด เซ็นยินยอม
ในห้องน่ากลัวมากๆ ทึบๆ ขาวๆ โล่งๆ เหมือนห้องทำวิจัยกลายพันธุ์ของหนังแนวไซไฟหรือแนวสืบสวนสอบสวน
ที่พวกตัวร้ายชอบทำวิจัยอะไรประหลาดๆ แล้วเอามนุษย์มาทดลอง หรือแบบจะทำมนุษย์กลายพันธุ์อะไรประมาณนั้น
หลังจากหมอฉีดยาชา หมอก็บอกว่ามันอาจจะต้องเจ็บนิดนึงนะคะ
แล้วหมอจะพูดอย่างนี้ทำไมเนี่ย หมอน่าจะบอกว่าไม่ต้องกลัวนะคะ ฉีดยาชาแล้ว ไม่เจ็บแล้วนะคะ
หลังจากที่หมอพยายามขูดแผลอยู่นานมากๆ ทั้งดึง ทั้งทึ้ง ทั้งขุด ก็ยังไม่เสร็จ
หมอบอกว่าเจ็บเมื่อไหร่บอกนะคะ จะฉีดยาชาเพิ่มให้
รัยอ่ะ มีงี้ด้วย ขุดกันซะแรงขนาดนั้น ถ้าทำๆ ไปแล้วยาชาหมดฤทธิ์ ชั้นไม่เจ็บตายเหรอเนี่ย
ซักพักหมอบอกพยาบาลว่าขอที่ขูดอันใหม่
พอพยาบาลหยิบมาให้ หมอก็บอกว่า "โห หึหึหึหึ so BIG เค้าเอาไว้ทำอะไรกันน่ะ"
พยาบาลเลยบอกว่าจะไปยืมแผนก OR มาให้ใหม่ที่เล็กกว่านี้
หลังจากหายไปประมาณ 3-5 นาที พยาบาลก็กลับมาบอกว่าไม่มี
หมอขอดูที่ขูดอันเดิม แล้วทำหน้าทำใจไม่ได้ บอกว่ามันใหญ่มากเลยนะนี่
พยาบาลเสนอว่าจะไปยืมอีกแผนกมาให้มั๊ยคะ
หมอเอาที่ขูดมาพลิกดูไปมาพักนึง แล้วก็บอกว่าไม่ต้องแล้ว ใช้อันนี้แหละ
แป่ว... รัยฟระ แผลชั้นจะเหวอะมั๊ยเนี่ย
แล้วถ้าใช้ที่ขูดผิดขนาดแล้วยาชาหมดฤทธิ์ขึ้นมา ชั้นก็เจ็บตายสิ
เฮ้อ ในที่สุดก็ผ่านมาได้ ยาชายังไม่ทันหมดฤทธิ์ระหว่างที่ทำ
พอถึงตอนจ่ายยา เจ้าหน้าที่เอายามาให้
ที่น่าแปลกคือมีผ้าก็อซ แต่ว่าไม่มีสก็อตเทปแปะ
ก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่ามันมีสก็อตเทปในตัวเหรอคะ (ในใจคิดว่าเด๋วนี้เค้าคงทันสมัย มีกาวในตัวผ้าก็อซ)
แต่เปล่าหรอก เจ้าหน้าที่บอกว่า "อ๋อ ก็ต้องใช้สก็อตเทปแปะน่ะค่ะ"
เราก็เลยบอกว่างั้นขอด้วยเลยแล้วกัน (ทำไมชั้นต้องบอกวะ มันเรื่องเบสิกมากๆ ม่ายงั้นชั้นจะปะแผลยังงัย)
เจ้าหน้าที่บอกว่า "มันก็สก็อตเทปแปะผ้าก็อซธรรมดาๆ น่ะค่ะ ไปซื้อตามร้านขายยาก็ได้"
เอ๊า!!! แล้วนี่ตรูถ่อมาถึงโรงพยาบาล แล้วมัยต้องไปตระเวนหาซื้อสก็อตเทปตามร้านขายด้วยฟระ
แล้วถ้างั้นเอาผ้าก็อซมาให้ทำมัย ให้เอาเทปกาวแปะกระดาษใช้แทนรึงัย ถ้าอย่างนั้นอ่ะ ที่บ้านพอมี
ปล. ขณะที่กำลังเขียนบลอกอยู่ ยาชาได้หมดฤทธิ์ไปแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้กินยาแก้ปวด
เพราะต้องทานอาหารก่อน
ซึ่งอาหารมื้อนี้ก็คือ "บีทรูทที่ต้มไม่สุก ทั้งเฝื่อน ทั้งแข็ง"
อาหารสุดทน กับแผลที่เริ่มปวดขึ้นเรื่อยๆ มันแย่จิงๆ ให้ตายเถอะ
July 29 ท้าพิสูจน์!!! 4.5 กิโลใน 3 วันตอนนี้กำลังมีโปรเจ็คใหม่
โปรเจ็คลดน้ำหนักสูตร 3 วัน ลด 4.5 กิโลฯ
เพิ่งไปซื้อของที่วิลล่ามาเมื่อเย็น ของหลายอย่างเหมือนกัน
แพงด้วยอ่ะ ตั้ง 700++ บาท
แต่มีหลายอย่างที่ทำกินลำบาก ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะมีปัญญาทำได้ยังงัย
โดยเฉพาะมื้อเย็นที่จะเน้นกินพวกผักต้ม
แล้วชั้นจะไปต้มที่ไหนเนี่ย
ตอนนี้ผักเต็มตู้ไปหมด ทั้งดอกกะหล่ำ บร็อคเคอร์ลี่ ถั่วฝักยาว แครอท บีทรูท
ง่ะ... แต่ละอย่างต้องกินต้มเพียวๆ เลย นอกจากจะยังหาวิธีทำกินไม่ได้แล้ว
แค่นึกถึงตอนที่ต้องกินพวกนี้ทั้งหมดก็สยองพิลึก
นอกจากนั้น มื้อเช้ายังต้องกินขนมปังปิ้งจนแห้ง ไม่มีน้ำ แล้วชั้นจะเอาไปปิ้งที่ไหนได้ฟระ เซ็ง..
แต่ยังงัยก็ต้องสู้ๆ จะลองดูซักทีว่ามันจะลดได้จิงๆ มั๊ย ก็เสียตังค์ไปตั้งเยอะแล้วนี่นา
July 27 โมโห3 วันที่ผ่านมาพยายามโทรไปที่บ้านหลายครั้งมาก แต่ก็โทรไม่ติดเลย
จนกระทั่งเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะโทรศัพท์ที่บ้านเสีย
เมื่อวานโทรไปตั้งแต่ 5 โมงเย็น 2 ทุ่ม จนถึงดีหนึ่ง ก็ยังโทรไม่ติด
ก็เลยคิดว่าสงสัยโทรศัพท์จะเจ๊งแน่ๆ แล้ว
แต่เมื่อเช้าลองโทรไปใหม่เล่นๆ อีกครั้ง ปรากฏว่าติด
ทำให้รู้ได้ทันทีว่าที่โทรศัพท์ไม่ติดนั้น ก็เพราะอ๊อฟเล่นเกมออนไลน์อยู่นั่นเอง
จึงบ่นไปหนึ่งยก
พอตอนกลางวันโทรไปใหม่ เจอพ่อ
พ่อบอกว่าแม่เอาคอมพ์ฯ ไปซุกแล้ว
ก็เลยบอกพ่อไปว่า "เหรอ ดีๆ"
แต่พ่อกลับบอกอย่างไม่สบายใจว่า "ไม่รู้จะดีรึป่าวสิเนี่ย"
ตอนบ่ายจึงโทรไปที่บ้านอีกครั้ง เจอแม่
ก็เลยแซวไปว่า "เป็นงัย ได้ข่าวว่าเอาคอมพ์ไปซุกเหรอ"
แต่แม่บอกว่าเอาคอมพ์มาคืนแล้ว เนื่องจากคุณน้องเธอเขียนสารถึง
บอกว่า "อยากจะให้คุณพิจารณาดีๆ ว่าที่ทำลงไปนั้นมันถูกต้องหรือไม่
ถ้าภายในบ่าย 3 โมงไม่เอาคอมพ์มาคืน
ก็จะได้รู้ว่าที่ได้ตัดสินใจลงไปนั้น เป็นการตัดสินใจที่ผิดแล้ว
จะยกเลิกการเรียนพิเศษทั้งหมด คิดว่าทำอย่างนี้แล้วเราจะเล่นเกมน้อยลงเหรอ
ม. 1 เราเล่นเกม เราได้เกรด 3.8 ม.2 เราเล่นเกมเราได้เกรด 3.88
ถ้าจะไม่ให้เราเล่นเกมจะให้เราไปขับรถมอร์ไซค์ซิ่งเหรอ
ในเมื่อทำดีแล้วไม่พอใจ ก็จะขอเป็นคนเลวละกัน
แต่ตอนนี้มันยังทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะเป็นคนเลว"
เฮ้อ นี่คือใจความคร่าวๆ ที่จำได้ ฟังแล้วอึ้ง และโมโหที่สุด
คิดได้ยังงัยเปรียบเทียบการเล่นเกมกับการขี่รถมอร์ไซค์ซิ่ง
เป็น syllogism ที่ไม่ได้เรื่องเลย
แล้วไอ้เกรด 3.88 อะรัยนี่ก็อีกอย่าง คิดว่าเจ๋งแล้วหรืองัย
3.88 แล้วงัยอ่ะ แล้วงัย!!!! คงคิดว่าเจงมากสินะ อยากจะขำให้ตายไปเลย
โอ๊ย...คิดแล้วโมโห
July 25 อะไรกันเนี่ยเมื่อคืนวันเสาร์นั่งดูคอนฯ AF3 ไม่ค่อยหนุกเท่าไหร่ เป็น AF รุ่นที่ห่วยที่สุดเลยอ่ะ
อาทิตย์นี้มี พี่เอ๋ มาเป็นคอมเม้นท์เตเตอร์ด้วย
ดีมากๆ คอมเม้นท์ดีหน่อย ไม่ได้เอาแต่ชมกันอย่างเดียว
เพราะรอครูเป็ดอยู่นานละ เมื่อไรจะกลับมา
จะได้มาคอมเม้นท์ ตูน ซะทีเถอะ ทนเห็นลอยหน้าลอยตามานานละ
แต่พอเอาเข้าจิง เมื่อ พี่เอ๋ คอมเม้นท์ ตูน อย่างแรงพอควร
ก็กลับรู้สึกสงสารขึ้นมา ทนดูไม่ได้ซะงั้น (ทำไมใจอ่อนง่ายจังชั้น)
ก็กลัวจะเป็นฉากฆาตรกรรมนองเลือดอ่ะ ฟังที่พี่เอ๋พูดแล้วก็เลยทนดูหน้าตูนไม่ได้
ต้องเอาผ้าห่มมาปิดหน้าซะอย่างนั้น
สุดท้ายช็อกอย่างแรงที่คนที่ออกคือเพชร
ทำให้มีทฤษฎีตามมาหลายอย่างว่าอาจจะมีโหวตกลับ
ในขณะที่ยูบีซีก็ยืนยันว่าไม่มีโหวตกลับแต่จะมีเซอร์ไพรซ์มากกว่านั้น
แล้วมันจะคืออะไรกันล่ะ อยากรู้จิงๆ
ว่าแต่วีคนี้โด่งได้โจทย์ It's raining เนี่ยนะ
ถึงโด่งจะบอกว่าชอบเรนยังงัย แต่ว่าฟันธงเลยว่าต้องออกมาล้นๆ เกินๆ แน่นอน
July 18 ขัดใจแล้ววันนี้ "อุ้มรัก" ก็จบบริบูรณ์ไปซะแล้ว
เฉียดกลับมาดูไม่ทันแน่ะ
เพราะว่าวันนี้เป็นจันทร์ คนจะแน่นร้านอาหารมากกว่าทุกวัน
เนื่องจากไม่มีร้านรถเข็นตามทางเท้า
จึงทำต้องให้รออาหารอยู่นานมาก
ชอบเชนฉากที่ไปแอบรอพบณภัทรที่โรงพยาบาลจัง
เชนทำหน้าได้ใจมากๆ เหมือนประมาณว่ารู้สึกผิด แต่ทำตัวไม่ถูกอย่างนั้น
อิอิ น่าร้ากกกจังเลย ไอ้เชนบ้า
แต่สุดท้ายละครกลับจบไปอย่างขัดใจ
เพราะว่าที่สุดแล้วคนที่ต้องยอมง้อก็คือณภัทร
รัยฟระ.... แม้งเซ็ง
เชนทำได้ดีมากในฝัน ตอนง้อณภัทร ยังแอบชื่นชมอยู่ว่า อืม... ทำได้ดีจัง
แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ฝัน
แม้ง..สุดท้ายณภัทรต้องเป็นฝ่ายง้อซะงั้น
ทั้งๆ ที่ตอนทะเลาะกันเชนพูดได้ห่วยสุดๆ
พูดออกมาได้ยังงัยกันว่าที่ผ่านมามันไม่มีความหมายอะรัยเลย
ที่ทำไปก็แค่เพราะรู้สึกผิด
แล้วชั้นจะอินไปทำมัยขนาดนั้นเนี่ย
แต่ขอหน่อยเหอะ
เพราะว่ามัน "ขัดใจ" เป็นอย่างยิ่ง
July 02 นอนไม่หลับและแล้วเมื่อวันศุกร์ก็ไปสอบภาษาอังกฤษมาเป็นที่เรียบร้อย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนก่อนสอบมันช่างทรมาน
โดยปกติแล้วต้องบอกว่าตัวเองเป็นคนที่นอนหลับง่ายมาก
หลับได้ทุกที่ หลับได้แม้เสียงดัง และแม้ในที่ที่สว่างมากก็ตาม
แต่ในคืนวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมากลับนอนไม่หลับเลย
คิดว่าไม่ใช่เพียงเพราะตื่นเต้น เพราะก็ไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้น
แต่เดาเอาว่าน่าจะเป็นโก้โก้หนึ่งแก้วตอนกลางวัน
กับชาเขียว 1 ขวด ตอนหัวค่ำมากกว่า
การที่จำเป็นจะต้องหลับแล้วมันนอนไม่หลับนี่มันช่างทรมานได้ใจจริงๆ
ไม่รู้จะทำยังงัยจริงๆ ให้หลับ
ทำให้กลับไปสงสัยเรื่องที่เคยสงสัยมานานว่าการนอนหลับคืออะไร
เมื่อหลับตาไปแล้ว ขณะไหนของเวลาที่เป็นเส้นแบ่งของการตื่นกับการหลับ
แล้วอยู่ดีๆ คนเราหลับได้ยังงัย ปัจจัยอะไรที่กำหนดให้หลับ โอ๊ย!!!! คิดแล้วปวดหัว
สรุปว่าพยายามทำแล้วทุกอย่าง ลุกขึ้นมาสวดมนตร์ นั่งสมาธิ แต่ก็ไม่เป็นผล
สรุปว่านอนตาค้างจนแสงสว่างของตอนเช้าลอดเข้ามาในห้อง
และก็ไปสอบทั้งๆ ที่ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
ถ้าคะแนนมันจะออกมาไม่ดี ก็จะขอโทษว่าเป็นเพราะไม่ได้นอนทั้งคืนเลยละกันน๊ะ 5555+
June 22 Foretune Tellerครั้งแรกที่เริ่มเขียน Blog เป็นเพราะอยากจะมีที่ที่นึงที่สามารถจะบันทึกเรื่องราวหรือข้อมูลต่างๆ ที่ชอบ ประทับใจ หรือคิดว่าจะเป็นประโยชน์ลงไปได้
ตอนแรกคิดจะเขียนลงในสมุด เพราะมันเป็นส่วนตัวดี แต่ก็ไม่สะดวกที่จะพกไปมาระหว่างที่ทำงานกับที่บ้าน
เพราะบางทีระหว่างทำงานแล้วเบื่อๆ ฟุ้งซ่านหนักๆ ก็จะได้มีที่ระบายได้
การเขียนลงใน Blog จึงเป็นทางออกที่ค่อนข้างจะเหมาะ
ช่วงนั้นที่เริ่มเขียน Blog แรกๆ เป็นช่วงที่ชีวิตค่อนข้างจะแย่เอามากๆ เหงา เศร้า เป็นทุกข์ และก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อย ท้อใจกับการมีชีวิตอยู่ เพราะรู้สึกว่าหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ไม่เจอ
คิดว่าทำไมต้องมีจักรวาล มีโลก มีสิ่งมีชีวิตด้วย ทำไม ...
แล้วจักรวาลอยู่ที่ไหน ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว หาคำตอบไม่ได้
การเขียน Blog ช่วยให้ชีวิตตอนนั้นไม่เหงาจนเกินไป เหมือนกับว่ามีเพื่อนคุยด้วย ไม่ได้คุยกับคน แต่ได้คุยกับ Blog แทนก็ยังดี หรือเผื่อว่ามีเพื่อนได้มาอ่านทีหลัง ก็รู้สึกเหมือนว่าได้คุยกับเพื่อนเหมือนกัน
ช่วงระยะหลังมานี้ รู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องแย่ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นระยะๆ
เคยคุยกับนุชเรื่องดูหมอดู ตอนนั้นก็สนใจอยากลองอยู่เหมือนกัน เผื่อว่าจะมีอะไรน่าตื่นเต้น สร้างสีสันให้กับชีวิตบ้าง
จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่ได้ไปดูจริงๆ ซักที
จนมาเมื่อวันก่อน พี่ฟูชวนไปดูหมอ ชวนแล้วไปเย็นวันนั้นเลย แล้วราคาก็ไม่แพง และอยู่ไม่ไกล ไปสะดวก ก็เลยได้ฤกษ์ดี ตัดสินใจไปลองดู
คุณหมอบอกว่าดูตามตำราไทยผสมกับพม่า ดูจากวันเดือนปีเกิด
ไม่รู้คิดไปเองรึป่าว ว่าหมอก็ดูแม่นพอประมาณ หรือว่าเราอุปทานไปเอง พยายามคิดหาเรื่องให้ตรงกับที่หมอพูดก็ไม่รู้
หมอบอกว่าเราเป็นคนดื่มน้ำน้อย <---- อันนี้ตรงมาก หรือว่าหมอเดาเอาจากที่เราหน้าซีดๆ ก็ไม่รู้
บอกว่าให้ระวังเรื่องโรคกระเพราะ <--- อันนี้ก็จริง เสาร์-อาทิตย์ ทานข้าวเช้าตอนบ่าย 3 ก็คงเป็นเข้าซักวัน
เรื่องที่พลาดไม่ได้ก็คงเป็นเรื่อง "คู่" หมอบอกว่าตั้งแต่ตอนนี้จนถึงอายุ 30 ปี ยังเป็นช่วงที่มีโอกาสจะมีคู่เข้ามา แต่ไม่รู้ว่าหมายความว่าหากหลุดจากช่วงนี้ไปแล้วจะหมดสิทธิ์เลยรึป่าวไม่รู้
แต่ก็ได้ถามย้ำว่า "ตกลงไม่ขึ้นคานใช่มั๊ยคะ"
หมอก็ตอบว่า "ไม่หรอกๆ ดวงมีคู่" (อืม ชีวิตค่อยมีความหมายหน่อย ตอนแรกตัดใจแล้วเชียวว่าสงสัยจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดแน่ๆ)
หมอบอกว่า "คู่จะเป็นคนต่างชาติ"
"ต่างชาติหรือคะหมอ" เราถามด้วยความไม่เชื่อสุดริด
"อืม เป็นคนต่างชาติ หรือว่าคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ หรือคนที่ทำงานในบริษัทข้ามชาติ ได้หมด" หมออธิบาย
อืม ครอบคลุมมากๆ ไม่รู้ว่าหมอจบสถิติมาด้วยรึป่าว อาจจะเอกเกี่ยวกับ ความน่าจะเป็น อะไรประมาณนั้นแน่ๆ
แล้วก็อธิบายสเปคของเนื้อคู่มาเล็กน้อย คุณสมบัติทางกายภาพแต่ละข้อออกจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
แต่ว่าหมอปิดท้ายด้วยคำว่า "จัดว่าหน้าตาดี"
ก็โอเคอ่ะ แต่ก็งงว่าด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่หมออธิบายมานั้น มันจะมาประกอบเป็นคนหน้าตาดีได้ยังงัย
แล้วคนหน้าตาดีตามมาตรฐานของหมอคือแบบไหน แต่ก็ได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าถามอ่ะ
เอ่อ...เก๋
เรื่องกุ๊กๆ กิ๊กๆ ที่เคยผ่านมา ที่แกเรียกร้องให้ชั้นเขียน
เพราะแกอาจจะรู้สึกเสียเปรียบที่เขียนอยู่คนเดียว
ก็ขอติดไว้ก่อนนะ
เอ หรือว่าจะรอเรื่องเกี่ยวกับคนนี้ที่หมอบอกดี
แต่อาจนานหน่อยนะ อาจถึง 5 ปีได้อ่ะ
แกจะรอไหวมั๊ย May 01 Bon Joviเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ลางานหนึ่งวัน
ตั้งใจจะไปทำพาสปอร์ต ซึ่งก็ทำเสร็จตอนบ่ายๆ
นัดกับปีย์ไว้ว่าจะไปเอาแผ่น Pride
ระหว่างที่รอให้ปีย์เลิกงาน ตอนนั้นอยู่ที่สยามไม่รู้จะทำอะไรดี
ตัดสินใจว่าตัดผมดีกว่า
เดินตรงไปที่ร้านเดิมที่ตัดคราวที่แล้ว เนื่องจากประทับใจพี่ช่างคนเดิม
แต่โชคร้ายที่วันนี้พี่เค้าติดทำผมให้นางแบบ
ก็เลยตัดใจว่า งั้นเอาช่างคนไหนก็ได้
"เอาแบบตัดแล้วดูหน้าเด็กๆ นะคะพี่" บอกพี่เค้าไปอย่างนั้น
มาถึงตอนนี้รู้สึกว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่จะประสบกับความล้มเหลวในการตัดผมเท่ากับครั้งนี้มาก่อน
แทบไม่อยากจะเดินออกจากบ้าน ทำใจลำบากมาก
ทำไมมันเหมือนมีผม 2 ทรงอยู่บนหัว
มันมีทรงดอกกระทุ่มแปะอยู่บนยอดหัวด้วยอีกหนึ่งทรง
ตอนนี้กลายเป็น John Bon Jovi ไปซะแล้ว
ชีวิตมันแย่มากจริงๆ ทำอะไรก็ติดขัดไปหมด
เอหรือว่ามันจะเกี่ยวกับอาถรรพ์เบญจเพสนะ
คงไม่ใช่หรอกนะ เพราะถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ ไปอีกตลอดปีน่ะสิ
April 10 Hippocampus Theoryสืบเนื่องจากผลการสอบวัดผลหลังการเรียนของคุณน้องชาย
ผลการสอบรวม 5 วิชาอยู่ที่ 2,500 ++ ในขณะที่มีผู้เข้าสอบที่ 2698 คน
ที่น่าตกใจก็คือผลการสอบเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษนั้น
คุณเธอได้อันดับที่ 2,690
โอ้!!! พระเจ้าช่วย เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากจริงๆ ว่าน้องชั้นจะอ่อนด้อยในภาษาต่างประเทศได้ถึงขั้นนั้น
หลังจากที่ได้พูดคุยกันมากขึ้นในช่วงที่ออฟมาเรียนพิเศษที่นี่
ก็พบว่า... ศัพท์แต่ละคำที่เธอรู้นั้น ล้วนเป็นผลจากการเล่นเกมเสียเป็นส่วนใหญ่
เช่น Warning, Fire in a hole, และอื่นๆ
ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจที่จะให้ออฟได้เรียนพิเศษต่ออีกในช่วงเมษายน
วิชาที่หนักใจมากๆ จึงเป็นภาษาอังกฤษ
เพราะมันเป็นวิชาที่ไม่ใช่จะมาติว มาอ่าน มาฝึกกันได้ในช่วงสั้นๆ
ในที่สุดก็เลือกสมัครที่ Enconcept Eacademy ซึ่งการสอนจะออกแนวสนุกสนาน
ให้จำคำศัพท์ด้วยการร้องเพลง
จริงๆ เป็นเพราะไม่รู้จะสมัครที่ไหนแล้ว ด้วยวัยที่ก็ล่วงเลยช่วงการเรียนพิเศษมาพอสมควร
และวิชาภาษาอังกฤษก็เป็นวิชาที่ไม่เคยเรียนพิเศษมาก่อนเลยอีกด้วย
จึงไม่รู้จริงๆ ว่าแนวไหนที่จะดี เลยลองเลือกแนวแปลกไปเลยละกัน
เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น
หลังจากที่สมัครเสร็จก็ได้ระเบียบการของโรงเรียนกลับมาอ่าน
เค้าอธิบายถึงเหตุผลที่ให้นักเรียนท่องจำคำศัพท์ด้วยการร้องเพลงไว้ว่า
เพราะจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความลับของสมองในเรื่องการจำ
และกระบวนการทำงานของสมองในการตัดสินใจว่าจะจำหรือไม่จำอะไรนั้น
ขึ้นอยู่กับการทำงานของสมองส่วน Hippocampus ซึ่งฝังอยู่กลางสมอง
การตัดสินใจสั่งให้สมองจดจำของสมองส่วนนี้จะพิจารณาจาก 2 เงื่อนไข คือ
1. ข้อมูลใหม่ที่ได้รับนั้นมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลเก่าในสมองของผู้นั้นหรือไม่ หากไม่มีความสัมพันกันสมองจะปฏิเสธการจดจำ แต่หากมีความเกี่ยวพันกันอยู่สมองจะทำงานได้ดีในการจดจำข้อมูลนั้นๆ เช่นนี้แล้ว จึงทำให้คนที่มีความรู้มากๆ หลายๆ อย่างจะสามารถจดจำความรู้ใหม่ๆ ได้ดีกว่า
2.ข้อมูลใหม่ที่ได้รับ มีความหมายทางอารมณ์ต่อผู้นั้นหรือไม่ ทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สนุกมาก โกรธมาก เสียใจมาก เศร้าใจมาก สมองจะสามารถจดจำรายละเอียดเหตุการณ์เหล่านั้นได้เป็นเวลานานกว่าเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่มีความหมายทางอารมณ์
ทำให้เข้าใจว่าเป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง
กับบางเรื่อง บางเหตุการณ์ ถึงเราอยากจะลืมมันมากแค่ไหน
แต่สมองก็ได้เลือกแล้วที่จะจดจำมัน ด้วยเหตุผลที่เหตุการณ์นั้นๆ มันกระทบต่อความรู้สึกเรามากนั่นเอง
แล้วอวัยวะส่วนไหนล่ะที่จะควบคุมหรือกำหนดความรู้สึกมากน้อยของเราที่จะรู้สึกต่อเหตุการณ์ต่างๆ
ถ้าเราสามารถกำหนดการทำงานของอวัยวะส่วนนั้นๆ ได้ก็คงจะดีไม่น้อย
ทีนี้ก็จะได้เลือกตามใจชอบเลยว่าถ้าเป็นเรื่องสนุกหรือเรื่องที่มีความสุขแล้ว ก็ให้รู้สึกกับมันให้เยอะๆ หน่อย ส่วนเรื่องที่ทำให้โกรธ เสียใจ ก็รู้สึกเพียงแต่น้อยๆ ก็พอ
ถ้ามันมีทางที่จะเลือกได้อย่างนั้นจริงๆ คงดีมากๆ เลยนะนี่
ความจริงน่าจะมีนักวิทยาศาสตร์ซักคนศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังบ้างนะ
March 11 เพราะว่าฉันไม่ชิน
|
|
|