| bo's profileWhere the truth liesPhotosBlogLists | Help |
|
March 25 บันทึกความทรงจำ...เวียดนาม ตอนที่ 1ก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับทริปเวียดนามจะเลือนลางไปกว่านี้
ก็ขอทำบันทึกการเดินทางสั้นๆ ลงไว้ในบล็อกนี้ก่อนละกัน
การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากความฮิตของเรากับป่านในการดูทีวีในช่วงนั้น ที่ต้องรีบกลับบ้านมาดูละครเกือบทุกวัน
ทำให้ไอ้เจ้าโฆษณาโปรโมชั่นของแอร์เอเชียต้องผ่านตาครั้งแล้วครั้งเล่า
ไอ้เราก็ดูเฉยๆ ไม่ได้คิดอะรัย แต่ป่านนี่สิ นึกคึกบอกว่าซื้อตั๋วไปเวียดนามกันมั๊ย
ปรากฏว่าก็ตกลงใจซื้อกันไปตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว แต่ว่าวันเดินทางคือเสาร์ที่ 3 ก.พ. กลับวันเสาร์ที่ 10 ก.พ. 50
ใช้เวลาหาข้อมูลในการท่องเที่ยวเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ ด้วยช่วงนั้น ยังไม่ค่อยแน่ใจกันว่าจะไปหรือไม่ไป
ใช้เวลาจัดกระเป๋ษแบบกระชั้นชิดสุดๆ เดินทางวันเสาร์ คืนวันศุกร์ยังจัดกระเป๋าไม่เสร็จเลย
วันที่ 1 วันเสาร์ที่ 3 ก.พ. 50 - - ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิมุ่งหน้าสู่สนามบินนอยไบ ฮานอย
ถึงสนามบินนอยไบประมาณ 3 ทุ่ม ตรวจพาสปอร์ต ซึ่งมีหลายช่องมากๆ แต่ปรากฏว่าทำไมไม่รู้ คนมายืนรอคิว
เฉพาะแค่ช่องครึ่งแรก เจ้าหน้าที่ว่างๆ อีกเพียบ แต่ไม่มีใครกล้าไปใช้บริการ
เราเองก็ไม่กล้าแหวกแนว ทำตามคนหมู่มากไปก่อนละกัน ปลอดภัยที่สุด เพราะว่าเจ้าหน้าที่ที่เค้ามาเดินตรวจๆ ก็น่ากัวเหมือนกัน
จากนั้นก็ออกมารอกระเป๋า มีคนจากโรงแรมมารอรับ เพราะว่าจองทางเมล์ไว้ก่อนแล้ว
พอถึงโรงแรมก็เอากระเป๋าไปเก็บ แล้วก็ลงมาพยายามจะหาของกิน ตามที่ได้หาข้อมูลจากพันทิพย์ไว้ แต่ก็หาไม่เจอ ออกจะหลงๆ นิดหน่อย
สุดท้ายต้องไปจบลงที่คีบับข้างทาง อันละ 10,000 ดอง (ประมาณ 25 บาท) อร่อยคุ้ม
วันที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 4 ก.พ. 50 - - ฮานอย
ตอนแรกตั้งใจว่าวันนี้จะออกแต่เช้า เพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟ แล้วค่อยไปสุสานโฮจิมินทร์ แต่ว่าไปสถานีรถไฟไม่ถูก
พอไปถามทางกับเจ้าหน้าที่โรงแรม เค้าก็บอกว่าเค้ามีขาย ซึ่งราคาที่เค้าบอกมาเราก็พอรู้ว่าเค้าบวกไปเยอะ
แต่ด้วยความจำกัดด้านเวลา ก็เลยยอมซื้อจากเค้า สั่งแล้ว ก็จะได้ออกไปเที่ยวได้เลย ฝากกระเป๋าไว้กับเค้า
แล้วตอนเย็นค่อยมาแวะเอาตั๋วและกระเป๋า
จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่เลค เพื่อที่จะไปซื่อตั๋วดูหุ่นกระบอกน้ำ ต้องซื้อเอาไว้ก่อนเลย เพ่อจะได้มาดูตอนเย็น เพราะว่าตั๋วจะเต็มเร็วมากๆ
หลงทางอยู่นานกว่าจะหาเจอ และกว่าจะพูดกับคนขายตั๋วรู้เรื่อง
จากนั้นก็เดินตุหรัดตุเหร่ หาทางจะไปสุสานโฮจิมินทร์ ซึ่งไม่รู้จะไปทางไหน ไปอย่างไรดี
ก็ไปเจอกับผู้ชายคนนึง รูปร่างหน้าตาก็ดูโอเค นึกว่าบ้านอยู่ตรงนั้น แล้วออกมายืนสูดอากาศตรงฟุตบาท
ก็เข้ามาชวนคุยงั้นงี้ ถามว่าเรามาจากไหน พอบอกไป ก็ตอบมาว่า โอ้ววว เค้าชอบเชียงใหม่มากเลย สวยงามมากๆ
ชวนคุยอยู่เนิ่นนาน ต้องคอยเออออ หาช่องถอนตัวออกมาไม่ได้เลย คุยจนเราขอตัวข้ามถนนมา พี่แกก็ตามมาถามว่าจะเอามอร์ไซค์ไปส่งที่สุสานฯ
ด้วยราคาแสนแพง เราก็ปฏิเสธไป แล้วก้ปิดการสนทนา แต่ปรากฏว่าพี่แกไม่พอใจอย่างแรง บอกว่าแล้วเราจะเอาเท่าไหร่ เราก็บอกไม่เอามันแพง
พี่แกยั๊วจัด บอกว่าเวลาเค้าบอกราคา ถ้าคิดว่าแพงไปก็ให้ต่อสิ ไม่ใช่มาปฏิเสธไม่เอาเลยอย่างนี้
เราก็ไม่สน พี่แกก็โกรธจัด บ่นๆ ด่าๆ เป็นภาษาเวียดนาม ซึ่งก็ดีเพราะว่าฟังไม่เข้าใจ
จากนั้น ลุงคนขับซิคโล่ (รถสามล้อของเวียดนาม แต่ว่าผู้โดยสารจะอยู่ข้างหน้า)ก็เข้ามาแอพโพรช
เมื่อตกลงราคากันได้ลุงแกก็พาไปส่งที่สุสาน พาจ่ายตังค์ไป ลุงแกดันมั่วนิ่มทอนตังค์ไม่ครบ นี่ถ้าอยู่เมืองไทย อิชั้นคงโดนโกงไปแล้ว
แต่ว่าอยู่ที่นี่ ระวังตัวสุดริด นับตังค์ทอนตลอด ลุงแกบอกว่าไม่มีเศษพอทอน ขอละกัน
เราก็ไม่ยอมเด็ดขาด ถ้าไม่มีทอนก็เอาไปเท่าที่เราให้ได้ละกัน ส่วนที่ไม่มีทอนเราไม่ให้ ยื้อกันอยู่นาน สุดท้ายลุงก็เลยไปแลกตังค์กับแม่ค้าแถวนั้น
หาเงินมาทอนเราจนได้
ลงจากซิคโล่ มองเห็นสุสานฯ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่ปรากฏว่าเดินเข้าไปไม่ได้ มีมอร์ไซค์เข้ามาแอพโพรชอีกแล้ว
คิดอีกกี่หมื่นก็ไม่รู้ จำไม่ได้ แต่ว่าจะบร้าาาาเหรอ เสียเงินนั่งซิคโล่มาตั้งไกล เห็นสุสานฯ ตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว ชั้นต้องเสียตังค์อีกเรอะเนี่ย
พี่มอร์ไซค์แกบอกว่าต้องเดินอีก 2 โล จะบร้าเหรอฟระ ถ้ามันต้องเดินไกลขนาดนั้นจริง ทำไมตาลุงซิคโล่ไม่พาไปส่งให้ถึงที่เลยล่ะ
ก็ตกลงกันว่าไปสุสานฯ ตั้งแต่แรกแล้วนี่นา สรุปว่าก็ต้องเดินอีกจริงๆ แหละ เพราะว่าทหารเค้าไม่ให้เดินตัดสนามหญ้าอันแสนกว้างขวางหน้าสุสานฯ
ต้องเดินอ้อมไปอีกหน่อย แต่มันไม่ถึง 2 โลอย่างแน่นอน
การจะเข้าดูสุสานท่านโฮนั้น จะต้องทำการฝากสิ่งของทุกๆ อย่างยกเว้นกระเป๋าตังค์ ไว้ตรงที่ฝากกระเป๋าก่อน
จากนั้นก็ต้องมารอต่อแถว เพื่อที่จะเข้าไปดูสุสานเป็นรอบๆ และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือต้องออกมาเอากระเป๋าที่ฝากไว้ให้ทันก่อน 11 โมง
เพราะว่าเค้าจะปิดคืนกระเป๋าตอนนั้น ถ้ามาไม่ทันก็ซวย เพราะว่าเย็นนี้เราจะต้องขึ้นรถไฟไปดานังแล้ว
ยืนรอคนมาต่อแถวด้วยใจกระวนกระวาย กัวจะไม่ทันเวลาที่ต้องออกมาเอากระเป๋าคืน ซักพักก็สะสมคนได้จำนวนนึง
การเข้าไปดูท่านโฮนั้น ต้องกระทำด้วยความสำรวมอย่างยิ่ง มีเจ้าหน้าที่ทหารคอยดูอยู่ตลอดเวลา
ฝรั่งคนข้างหน้าเรา ซึ่งเป็นหัวแถวถูกทหารดึงตัวออกจากแถว ให้ไปยืนหันหน้าเข้าข้างผนังโดยไม่รู้สาเหตุ
กลายเป็นว่าเราได้เป็นหัวแถวไป การเข้าไปดูก็คือแค่เดินผ่าน ใช้เวลาแป๊บเดียวมากๆ ออกมาเอากระเป๋าคืนทันอย่างหวุดหวิด
จากนั้นก็ไปดูพิพิธภัณฑ์ของท่านโฮฯ เดินเลือกซื้อโปสการ์ด แล้วก็นั่งเขียนโปสการ์ดถึงจี
ขากลับจากพิพิธภัณฑ์ก็ตกลงใจกันว่าจะเดิน ด้วยไม่อยากเจอประสบการณ์แย่ๆ เหมือนลุงซิคโล่อีก
เดินไปเรื่อย เดินจนเหนื่อย แต่ก็ถึงจนได้ แวะทานอาหารที่ร้านลิตเติ้ลฮานอย ซึ่งเฝออร่อยมากๆ
แล้วก็ไปดูหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งเดินมาเหนื่อยๆ ร้อนๆ เจอแอร์เย็นๆ ในโรงละครเข้าไป ก็ยากที่จะทัดทาน
ดูตอนต้นๆ ไปได้นิดเดียวก็หลับไปซะงั้น ถ่างตาตื่นขึ้นมาตอนกลางเรื่องได้นิดหน่อย ก็อยู่ได้แป๊บเดียว ก็หลับยาว
พอเสร็จก็กลับโรงแรม รับตั๋ว รอแท็กซี่มารับไปส่งที่สถานีรถไฟ (โรงแรมบวกไปแล้วในค่าตั๋วรถไฟ)
พอไปถึงสถานีก็มีผู้ชายคนนึงตรงดิ่งเข้ามาถามว่าตั๋วอยู่ไหน ก็งงว่าใคร งงๆ อยู่นาน ถามป่านว่าเค้าเป็นเจ้าหน้าที่เหรอ เค้าก็ไม่ตอบ
ถามหาตั๋วอย่างเดียวเลย ไอ้เราก็นึกว่า เออ รถไฟเวียดนามนี่เค้าบริการดีเนอะ ย่างเท้าเข้ามาในสถานีปุ๊บ ก็มีคนมาถามหาตั๋วปั๊บ
ก็หยิบตั๋วให้เค้าดู เค้าก็เดินนำไปเลย เข้าไปที่ชานชลา พยายามจะช่วยป่านถือกระเป๋า ป่านก็ปฏิเสธ เค้าก็จะมาถือให้เราแทน
ซึ่งถ้าปกติก็คงให้ถือไปแล้ว แต่เนื่องจากว่าเห็นป่านปฏิเสธก็เลยปฎิเสธตาม
พี่แกพาไปหาห้องนอนของเรา ยกกระเป๋าขึ้นไปเก็วบนชั้นให้ ระหว่างนั้นก็กำลังประทับใจในบริการรถไฟเวียดนามกันอยู่
พอเก็บของเสร็จเรียบร้อย พี่แกก็ขอจับมือป่าน จับมือเรา เราก็โอเคจับก็จับ ก็จับๆ ยิ้มๆ ไป
ซักพักพี่แกคงคิดว่าสองคนนี้นี่มันโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ฟระ ก็เลยถูๆ มือ เราก็พอเข้าใจแล้วแต่ยังทำเฉยอยู่
พี่แกทนไม่ไหวก็เลยพูดออกมาว่าทิปๆ เราก็แบบว่า งง ใครขอให้ช่วยฟระ
ก็เลยให้แบงค์เน่าๆ ซึ่งโดนร้านรับแลกตังค์ปฏิเสธมาแล้ว ให้ไป 1,000 ดอง ซึ่งเป็นเงินที่น้อยมากๆ
พี่แกไม่พอใจ ทำหน้าเหย บอกว่าน้อย เราก็บอกไปเลยว่า ให้ได้แค่นั้น ชั้นไม่ได้มีเงินเยอะหรอก
สำหรับตู้นอนรถไฟขาไปนั้น เรียกว่า soft sleeper คือ ห้องนึงมี 4 คน 2 เตียง คือ 1 เตียงมี 2 ชั้น
ผู้ร่วมโดยสารอีก 2 คนของเราเป็นคู่สามี-ภรรยาชาวจีนสูงอายุ ซึ่งพูดภาษาอังกฤษกันตลอดเวลา
คุยไปมา ได้ความว่าผู้หญิงทำงานด้านดนตรีคลาสสิกอยู่ที่อังกฤษ
ตอนนี้เลิกทำงานออกมาดูแลสามีซึ่งตอนนี้เป็นมะเร็ง
ภรรยาแกเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ในขณะที่สามีก็ชิลล์สุดๆ
ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เรางัดเอาแนด์วิชชิ้นโตออกมาจากกระเป๋า
คุณลุงสามีก็พูดเล่นกับเราว่า ถ้าคุณอิ่มอยู่แล้วเนี่ย จะขายต่อให้เค้าก็ได้น๊ะ
เท่านั้นแหละ คุณภรรยาหน้าตาเครียดจัดขึ้นมาทันที ต่อว่าต่อขานสามีว่าคุณทำให้ชั้นอายจริงๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจสุดๆ
คุณลุงแกก็ไม่ว่าอะรัย ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่าโจ๊กน่ะ แล้วก็หันมาเออออกับเรา
ไอ้เราก็ทำหน้าไม่ถูกเลย ไม่รู้จะเข้าข้างใครดี
จากนั้นเราก็กินแซนด์วิชไป ก็มีกล่องโฟมของเราวางอยู่ข้างหน้า
คุณลุงแกก็ชวนกินเกาลัด ชวนพลางแกก็กินไปพลาง แล้วก็เอาเปลือกมาทิ้งในกล่องโฟมของเรา ซึ่งเหลือเศษอาหารอยู่นิดหน่อย
เท่านั้นล่ะ คุณภรรยาปรี๊ดขึ้นทันที บอกว่าคุณเสียมารยาทมากๆ ทำอย่างนี้ได้ยังงัย คุณช่างทำให้ชั้นขายหน้าจริงๆ
คุณลุงก็บอกว่าก็มันไม่มีอะรัยแล้ว เค้าไม่ได้ใช้แล้ว และเค้าไม่คิดมากหรอก แล้วก็หันมาถามเราว่าใช่มั๊ย
เอ่อ คุณลุงคะ ทำมัยต้องทำให้หนูลำบากใจด้วย คุณป้าแกฮึ่มๆ อยู่ตรงนั้นแล้ว จะให้ตอบว่ายังงัยดีล่ะ
จากนั้นก็มีเอเจนท์โรงแรมมาเสนอขายห้อง ลุงแกก็ชิลล์ออกไปคุยด้วยอีก
พอคุณป้าแกรู้เท่านั้นแหละว่าเป็นเซลส์ แกก็ตัดบทข้ามหัวคุณลุงไปทันทีว่า ขอบคุณ แต่เรามีห้องเรียบร้อยแล้ว
คุณลุงก็ไม่สน คุยกับเซลส์ต่ออย่างอารมณ์ดี พอคุยเสร็จเซลส์ก็ถามชื่อคุณลุงไว้ แกก็ตอบว่า ชื่อเจมส์ บอนด์
คุณป้าได้ยินถึงกับตัวสั่น หันมาพูดับเราว่า ชั้นไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ แล้วก็เอาหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ขึ้นมาบังหน้า
ต้องบอกก่อนว่าระหว่างที่คุณลุงแกคุยกับเซลส์อยู่ คุณป้าก็ทำทีว่าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา แต่เราสังเกตได้ว่าแกแอบฟังคุณลุงคุยกับเซลส์ตลอดเวลา
แล้วคุณป้าก็ทำหน้าจึ๊จ๊ะ หงุดหงิดต่อเป็นระยะ ทำให้เชื่อได้ว่าแกไม่ได้อ่านหนังสือจริงๆ หรอก เพราะสมาธิไม่มี มัวแต่หัวเสียกับสามีอยู่ตลอด
บรรยากาศมาคุตลอดเวลา กว่าเซลส์แกจะลาไป และให้โบรชัวร์กับคุณลุงมา 1 อัน
ส่วนเราในคืนนั้นจับไข้ รีบเอายาพาราฯ มากิน แล้วก็หลับไป รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตี 5 ก็ยังเป็นไข้อยู่ ก็รีบกินยาเข้าไปอีก 2 เม็ด
แล้วก็หลับต่อ ตื่นมาอีกคิดว่าประมาณ 6 โมงหรือ 7 โมงเนี่ยแหละ ทุกคนก็ตื่นกันหมดแล้ว
ระหว่างนี้ก็นั่งรอเวลาที่จะถึงดานัง จุดหมายปลายทางของเราในตอนนี้...
Comments (3)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://bolunla.spaces.live.com/blog/cns!4A20809C0EBD788A!460.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|