| bo's profileWhere the truth liesPhotosBlogLists | Help |
Where the truth lies... March 25 บันทึกความทรงจำ...เวียดนาม ตอนที่ 1ก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับทริปเวียดนามจะเลือนลางไปกว่านี้
ก็ขอทำบันทึกการเดินทางสั้นๆ ลงไว้ในบล็อกนี้ก่อนละกัน
การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากความฮิตของเรากับป่านในการดูทีวีในช่วงนั้น ที่ต้องรีบกลับบ้านมาดูละครเกือบทุกวัน
ทำให้ไอ้เจ้าโฆษณาโปรโมชั่นของแอร์เอเชียต้องผ่านตาครั้งแล้วครั้งเล่า
ไอ้เราก็ดูเฉยๆ ไม่ได้คิดอะรัย แต่ป่านนี่สิ นึกคึกบอกว่าซื้อตั๋วไปเวียดนามกันมั๊ย
ปรากฏว่าก็ตกลงใจซื้อกันไปตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว แต่ว่าวันเดินทางคือเสาร์ที่ 3 ก.พ. กลับวันเสาร์ที่ 10 ก.พ. 50
ใช้เวลาหาข้อมูลในการท่องเที่ยวเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ ด้วยช่วงนั้น ยังไม่ค่อยแน่ใจกันว่าจะไปหรือไม่ไป
ใช้เวลาจัดกระเป๋ษแบบกระชั้นชิดสุดๆ เดินทางวันเสาร์ คืนวันศุกร์ยังจัดกระเป๋าไม่เสร็จเลย
วันที่ 1 วันเสาร์ที่ 3 ก.พ. 50 - - ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิมุ่งหน้าสู่สนามบินนอยไบ ฮานอย
ถึงสนามบินนอยไบประมาณ 3 ทุ่ม ตรวจพาสปอร์ต ซึ่งมีหลายช่องมากๆ แต่ปรากฏว่าทำไมไม่รู้ คนมายืนรอคิว
เฉพาะแค่ช่องครึ่งแรก เจ้าหน้าที่ว่างๆ อีกเพียบ แต่ไม่มีใครกล้าไปใช้บริการ
เราเองก็ไม่กล้าแหวกแนว ทำตามคนหมู่มากไปก่อนละกัน ปลอดภัยที่สุด เพราะว่าเจ้าหน้าที่ที่เค้ามาเดินตรวจๆ ก็น่ากัวเหมือนกัน
จากนั้นก็ออกมารอกระเป๋า มีคนจากโรงแรมมารอรับ เพราะว่าจองทางเมล์ไว้ก่อนแล้ว
พอถึงโรงแรมก็เอากระเป๋าไปเก็บ แล้วก็ลงมาพยายามจะหาของกิน ตามที่ได้หาข้อมูลจากพันทิพย์ไว้ แต่ก็หาไม่เจอ ออกจะหลงๆ นิดหน่อย
สุดท้ายต้องไปจบลงที่คีบับข้างทาง อันละ 10,000 ดอง (ประมาณ 25 บาท) อร่อยคุ้ม
วันที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 4 ก.พ. 50 - - ฮานอย
ตอนแรกตั้งใจว่าวันนี้จะออกแต่เช้า เพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟ แล้วค่อยไปสุสานโฮจิมินทร์ แต่ว่าไปสถานีรถไฟไม่ถูก
พอไปถามทางกับเจ้าหน้าที่โรงแรม เค้าก็บอกว่าเค้ามีขาย ซึ่งราคาที่เค้าบอกมาเราก็พอรู้ว่าเค้าบวกไปเยอะ
แต่ด้วยความจำกัดด้านเวลา ก็เลยยอมซื้อจากเค้า สั่งแล้ว ก็จะได้ออกไปเที่ยวได้เลย ฝากกระเป๋าไว้กับเค้า
แล้วตอนเย็นค่อยมาแวะเอาตั๋วและกระเป๋า
จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่เลค เพื่อที่จะไปซื่อตั๋วดูหุ่นกระบอกน้ำ ต้องซื้อเอาไว้ก่อนเลย เพ่อจะได้มาดูตอนเย็น เพราะว่าตั๋วจะเต็มเร็วมากๆ
หลงทางอยู่นานกว่าจะหาเจอ และกว่าจะพูดกับคนขายตั๋วรู้เรื่อง
จากนั้นก็เดินตุหรัดตุเหร่ หาทางจะไปสุสานโฮจิมินทร์ ซึ่งไม่รู้จะไปทางไหน ไปอย่างไรดี
ก็ไปเจอกับผู้ชายคนนึง รูปร่างหน้าตาก็ดูโอเค นึกว่าบ้านอยู่ตรงนั้น แล้วออกมายืนสูดอากาศตรงฟุตบาท
ก็เข้ามาชวนคุยงั้นงี้ ถามว่าเรามาจากไหน พอบอกไป ก็ตอบมาว่า โอ้ววว เค้าชอบเชียงใหม่มากเลย สวยงามมากๆ
ชวนคุยอยู่เนิ่นนาน ต้องคอยเออออ หาช่องถอนตัวออกมาไม่ได้เลย คุยจนเราขอตัวข้ามถนนมา พี่แกก็ตามมาถามว่าจะเอามอร์ไซค์ไปส่งที่สุสานฯ
ด้วยราคาแสนแพง เราก็ปฏิเสธไป แล้วก้ปิดการสนทนา แต่ปรากฏว่าพี่แกไม่พอใจอย่างแรง บอกว่าแล้วเราจะเอาเท่าไหร่ เราก็บอกไม่เอามันแพง
พี่แกยั๊วจัด บอกว่าเวลาเค้าบอกราคา ถ้าคิดว่าแพงไปก็ให้ต่อสิ ไม่ใช่มาปฏิเสธไม่เอาเลยอย่างนี้
เราก็ไม่สน พี่แกก็โกรธจัด บ่นๆ ด่าๆ เป็นภาษาเวียดนาม ซึ่งก็ดีเพราะว่าฟังไม่เข้าใจ
จากนั้น ลุงคนขับซิคโล่ (รถสามล้อของเวียดนาม แต่ว่าผู้โดยสารจะอยู่ข้างหน้า)ก็เข้ามาแอพโพรช
เมื่อตกลงราคากันได้ลุงแกก็พาไปส่งที่สุสาน พาจ่ายตังค์ไป ลุงแกดันมั่วนิ่มทอนตังค์ไม่ครบ นี่ถ้าอยู่เมืองไทย อิชั้นคงโดนโกงไปแล้ว
แต่ว่าอยู่ที่นี่ ระวังตัวสุดริด นับตังค์ทอนตลอด ลุงแกบอกว่าไม่มีเศษพอทอน ขอละกัน
เราก็ไม่ยอมเด็ดขาด ถ้าไม่มีทอนก็เอาไปเท่าที่เราให้ได้ละกัน ส่วนที่ไม่มีทอนเราไม่ให้ ยื้อกันอยู่นาน สุดท้ายลุงก็เลยไปแลกตังค์กับแม่ค้าแถวนั้น
หาเงินมาทอนเราจนได้
ลงจากซิคโล่ มองเห็นสุสานฯ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่ปรากฏว่าเดินเข้าไปไม่ได้ มีมอร์ไซค์เข้ามาแอพโพรชอีกแล้ว
คิดอีกกี่หมื่นก็ไม่รู้ จำไม่ได้ แต่ว่าจะบร้าาาาเหรอ เสียเงินนั่งซิคโล่มาตั้งไกล เห็นสุสานฯ ตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว ชั้นต้องเสียตังค์อีกเรอะเนี่ย
พี่มอร์ไซค์แกบอกว่าต้องเดินอีก 2 โล จะบร้าเหรอฟระ ถ้ามันต้องเดินไกลขนาดนั้นจริง ทำไมตาลุงซิคโล่ไม่พาไปส่งให้ถึงที่เลยล่ะ
ก็ตกลงกันว่าไปสุสานฯ ตั้งแต่แรกแล้วนี่นา สรุปว่าก็ต้องเดินอีกจริงๆ แหละ เพราะว่าทหารเค้าไม่ให้เดินตัดสนามหญ้าอันแสนกว้างขวางหน้าสุสานฯ
ต้องเดินอ้อมไปอีกหน่อย แต่มันไม่ถึง 2 โลอย่างแน่นอน
การจะเข้าดูสุสานท่านโฮนั้น จะต้องทำการฝากสิ่งของทุกๆ อย่างยกเว้นกระเป๋าตังค์ ไว้ตรงที่ฝากกระเป๋าก่อน
จากนั้นก็ต้องมารอต่อแถว เพื่อที่จะเข้าไปดูสุสานเป็นรอบๆ และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือต้องออกมาเอากระเป๋าที่ฝากไว้ให้ทันก่อน 11 โมง
เพราะว่าเค้าจะปิดคืนกระเป๋าตอนนั้น ถ้ามาไม่ทันก็ซวย เพราะว่าเย็นนี้เราจะต้องขึ้นรถไฟไปดานังแล้ว
ยืนรอคนมาต่อแถวด้วยใจกระวนกระวาย กัวจะไม่ทันเวลาที่ต้องออกมาเอากระเป๋าคืน ซักพักก็สะสมคนได้จำนวนนึง
การเข้าไปดูท่านโฮนั้น ต้องกระทำด้วยความสำรวมอย่างยิ่ง มีเจ้าหน้าที่ทหารคอยดูอยู่ตลอดเวลา
ฝรั่งคนข้างหน้าเรา ซึ่งเป็นหัวแถวถูกทหารดึงตัวออกจากแถว ให้ไปยืนหันหน้าเข้าข้างผนังโดยไม่รู้สาเหตุ
กลายเป็นว่าเราได้เป็นหัวแถวไป การเข้าไปดูก็คือแค่เดินผ่าน ใช้เวลาแป๊บเดียวมากๆ ออกมาเอากระเป๋าคืนทันอย่างหวุดหวิด
จากนั้นก็ไปดูพิพิธภัณฑ์ของท่านโฮฯ เดินเลือกซื้อโปสการ์ด แล้วก็นั่งเขียนโปสการ์ดถึงจี
ขากลับจากพิพิธภัณฑ์ก็ตกลงใจกันว่าจะเดิน ด้วยไม่อยากเจอประสบการณ์แย่ๆ เหมือนลุงซิคโล่อีก
เดินไปเรื่อย เดินจนเหนื่อย แต่ก็ถึงจนได้ แวะทานอาหารที่ร้านลิตเติ้ลฮานอย ซึ่งเฝออร่อยมากๆ
แล้วก็ไปดูหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งเดินมาเหนื่อยๆ ร้อนๆ เจอแอร์เย็นๆ ในโรงละครเข้าไป ก็ยากที่จะทัดทาน
ดูตอนต้นๆ ไปได้นิดเดียวก็หลับไปซะงั้น ถ่างตาตื่นขึ้นมาตอนกลางเรื่องได้นิดหน่อย ก็อยู่ได้แป๊บเดียว ก็หลับยาว
พอเสร็จก็กลับโรงแรม รับตั๋ว รอแท็กซี่มารับไปส่งที่สถานีรถไฟ (โรงแรมบวกไปแล้วในค่าตั๋วรถไฟ)
พอไปถึงสถานีก็มีผู้ชายคนนึงตรงดิ่งเข้ามาถามว่าตั๋วอยู่ไหน ก็งงว่าใคร งงๆ อยู่นาน ถามป่านว่าเค้าเป็นเจ้าหน้าที่เหรอ เค้าก็ไม่ตอบ
ถามหาตั๋วอย่างเดียวเลย ไอ้เราก็นึกว่า เออ รถไฟเวียดนามนี่เค้าบริการดีเนอะ ย่างเท้าเข้ามาในสถานีปุ๊บ ก็มีคนมาถามหาตั๋วปั๊บ
ก็หยิบตั๋วให้เค้าดู เค้าก็เดินนำไปเลย เข้าไปที่ชานชลา พยายามจะช่วยป่านถือกระเป๋า ป่านก็ปฏิเสธ เค้าก็จะมาถือให้เราแทน
ซึ่งถ้าปกติก็คงให้ถือไปแล้ว แต่เนื่องจากว่าเห็นป่านปฏิเสธก็เลยปฎิเสธตาม
พี่แกพาไปหาห้องนอนของเรา ยกกระเป๋าขึ้นไปเก็วบนชั้นให้ ระหว่างนั้นก็กำลังประทับใจในบริการรถไฟเวียดนามกันอยู่
พอเก็บของเสร็จเรียบร้อย พี่แกก็ขอจับมือป่าน จับมือเรา เราก็โอเคจับก็จับ ก็จับๆ ยิ้มๆ ไป
ซักพักพี่แกคงคิดว่าสองคนนี้นี่มันโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ฟระ ก็เลยถูๆ มือ เราก็พอเข้าใจแล้วแต่ยังทำเฉยอยู่
พี่แกทนไม่ไหวก็เลยพูดออกมาว่าทิปๆ เราก็แบบว่า งง ใครขอให้ช่วยฟระ
ก็เลยให้แบงค์เน่าๆ ซึ่งโดนร้านรับแลกตังค์ปฏิเสธมาแล้ว ให้ไป 1,000 ดอง ซึ่งเป็นเงินที่น้อยมากๆ
พี่แกไม่พอใจ ทำหน้าเหย บอกว่าน้อย เราก็บอกไปเลยว่า ให้ได้แค่นั้น ชั้นไม่ได้มีเงินเยอะหรอก
สำหรับตู้นอนรถไฟขาไปนั้น เรียกว่า soft sleeper คือ ห้องนึงมี 4 คน 2 เตียง คือ 1 เตียงมี 2 ชั้น
ผู้ร่วมโดยสารอีก 2 คนของเราเป็นคู่สามี-ภรรยาชาวจีนสูงอายุ ซึ่งพูดภาษาอังกฤษกันตลอดเวลา
คุยไปมา ได้ความว่าผู้หญิงทำงานด้านดนตรีคลาสสิกอยู่ที่อังกฤษ
ตอนนี้เลิกทำงานออกมาดูแลสามีซึ่งตอนนี้เป็นมะเร็ง
ภรรยาแกเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ในขณะที่สามีก็ชิลล์สุดๆ
ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เรางัดเอาแนด์วิชชิ้นโตออกมาจากกระเป๋า
คุณลุงสามีก็พูดเล่นกับเราว่า ถ้าคุณอิ่มอยู่แล้วเนี่ย จะขายต่อให้เค้าก็ได้น๊ะ
เท่านั้นแหละ คุณภรรยาหน้าตาเครียดจัดขึ้นมาทันที ต่อว่าต่อขานสามีว่าคุณทำให้ชั้นอายจริงๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจสุดๆ
คุณลุงแกก็ไม่ว่าอะรัย ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่าโจ๊กน่ะ แล้วก็หันมาเออออกับเรา
ไอ้เราก็ทำหน้าไม่ถูกเลย ไม่รู้จะเข้าข้างใครดี
จากนั้นเราก็กินแซนด์วิชไป ก็มีกล่องโฟมของเราวางอยู่ข้างหน้า
คุณลุงแกก็ชวนกินเกาลัด ชวนพลางแกก็กินไปพลาง แล้วก็เอาเปลือกมาทิ้งในกล่องโฟมของเรา ซึ่งเหลือเศษอาหารอยู่นิดหน่อย
เท่านั้นล่ะ คุณภรรยาปรี๊ดขึ้นทันที บอกว่าคุณเสียมารยาทมากๆ ทำอย่างนี้ได้ยังงัย คุณช่างทำให้ชั้นขายหน้าจริงๆ
คุณลุงก็บอกว่าก็มันไม่มีอะรัยแล้ว เค้าไม่ได้ใช้แล้ว และเค้าไม่คิดมากหรอก แล้วก็หันมาถามเราว่าใช่มั๊ย
เอ่อ คุณลุงคะ ทำมัยต้องทำให้หนูลำบากใจด้วย คุณป้าแกฮึ่มๆ อยู่ตรงนั้นแล้ว จะให้ตอบว่ายังงัยดีล่ะ
จากนั้นก็มีเอเจนท์โรงแรมมาเสนอขายห้อง ลุงแกก็ชิลล์ออกไปคุยด้วยอีก
พอคุณป้าแกรู้เท่านั้นแหละว่าเป็นเซลส์ แกก็ตัดบทข้ามหัวคุณลุงไปทันทีว่า ขอบคุณ แต่เรามีห้องเรียบร้อยแล้ว
คุณลุงก็ไม่สน คุยกับเซลส์ต่ออย่างอารมณ์ดี พอคุยเสร็จเซลส์ก็ถามชื่อคุณลุงไว้ แกก็ตอบว่า ชื่อเจมส์ บอนด์
คุณป้าได้ยินถึงกับตัวสั่น หันมาพูดับเราว่า ชั้นไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ แล้วก็เอาหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ขึ้นมาบังหน้า
ต้องบอกก่อนว่าระหว่างที่คุณลุงแกคุยกับเซลส์อยู่ คุณป้าก็ทำทีว่าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา แต่เราสังเกตได้ว่าแกแอบฟังคุณลุงคุยกับเซลส์ตลอดเวลา
แล้วคุณป้าก็ทำหน้าจึ๊จ๊ะ หงุดหงิดต่อเป็นระยะ ทำให้เชื่อได้ว่าแกไม่ได้อ่านหนังสือจริงๆ หรอก เพราะสมาธิไม่มี มัวแต่หัวเสียกับสามีอยู่ตลอด
บรรยากาศมาคุตลอดเวลา กว่าเซลส์แกจะลาไป และให้โบรชัวร์กับคุณลุงมา 1 อัน
ส่วนเราในคืนนั้นจับไข้ รีบเอายาพาราฯ มากิน แล้วก็หลับไป รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตี 5 ก็ยังเป็นไข้อยู่ ก็รีบกินยาเข้าไปอีก 2 เม็ด
แล้วก็หลับต่อ ตื่นมาอีกคิดว่าประมาณ 6 โมงหรือ 7 โมงเนี่ยแหละ ทุกคนก็ตื่นกันหมดแล้ว
ระหว่างนี้ก็นั่งรอเวลาที่จะถึงดานัง จุดหมายปลายทางของเราในตอนนี้...
November 10 Death Noteหลังจากที่รับปากออฟและเป้งว่าจะไปดู Death Note เผื่อ
แต่ก็เป็นช่วงยุ่งๆ พอดีเลยไม่ได้ไปดูซักกะที
เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนก็เลยได้ไปดูซักที
ขอบคุณที่มีโรงหนังดีๆ อย่างลิโด้ เพราะว่าที่โรงอื่นนั้นเค้าเอา Death Note ออกไปกันหมดแล้ว
พอไปดูก็รู้สึกว่าสนุกมากๆ ก็เลยต้องไปหาการ์ตูนมาอ่าน
โชคดีที่ในซอยมีร้านเช่าการ์ตูนอยู่ร้านนึง ก็เลยเป็นโอกาสดี ได้ไปใช้บริการซะเลย
ก็อ่านไปเรื่อยๆ วันละ 2-3 เล่ม แต่พอมาถึงเล่ม 11 ซึ่งเป็นรวมเล่มที่ออกมาล่าสุด
ก็ยืมไม่ได้ซักที มีคนอื่นยืมไปอ่านตลอดเลย
ต้องเวียนไปดูถึง 6 รอบ กว่าจะได้ยืมมา
สุดท้ายปัญหาก็มาอยู่ที่ว่าจะหาอีก 10 ตอนที่เหลือมาอ่านได้ยังงัย
เพราะว่าเค้ายังไม่ออกรวมเล่มมา ต้องไปหาอ่านเองในบูม
แต่ก็ไม่มีใครมีให้ยืมได้เลย
แต่ในที่สุดก็ได้เว็บไซต์ดีๆ จากคุณเอกราชและตี้
ทำให้เมื่อคืนระหว่างที่นั่งดูพี่ติ๊กตอนจบ (พี่ติ๊กสตอร์เบอร์รี่มากๆ ดูไปหมั่นไส้ไป)
ก็นั่งโหลด Death Note ตอนที่ 99-108 มาอ่านไปพลางๆ จนจบ
สะใจมากที่ Light ตาย (เกลียดมัน) Light ตอนจบหน้าตาเสียจริตมากๆ สติแตกไปเลย ไม่เหลือเค้าความหน้าตาดี 555+ สมๆ
ส่วน Near ก็ไม่ปลื้มเท่าไหร่ ชอบ L มากที่สุดแล้ว
และก็มาแอบหลงรัก Mello นิดหน่อยก็ตอนเกือบจบนี่ล่ะ เหมือนเป็นฮี่โร่ตัวจริงเลย
เคยพอรู้มาว่าเวลาคนญี่ปุ่นเค้าออกเสียง ชอบมีสระโอะ อยู่ข้างหลัง
กำลังสงสัยว่าเฉพาะคำที่ลงท้ายด้วยตัว t รึป่าว
คำที่เคยได้ยินก็อย่างเช่น ไลท์โตะ คัตโตะ น็อตโตะ โพสท์โตะ พอยนท์โตะ เป็นต้น
ก็ล้วนแต่เป็นคำลงท้ายด้วยตัว t ทั้งนั้นเลย
October 14 น้องหมี
น้องหมีที่ทำเองตัวแรกในชีวิต น่ารักมั๊ยอ่ะ อีกมุมนึงละกัน
เป็นความภูมิใจที่สุดอย่างนึงของชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีอะไรที่คิดว่าตัวเองทำได้สำเร็จ แล้วทำให้เกิดความภูมิใจในตัวเองจริงๆ เลย การขาดความภาคภูมิใจ หรือความรู้สึกแบบที่เรียกว่า นี่งัย... ชั้นทำได้ มันทำให้ชีวิตขาดความสุข และรสชาติ ในแบบที่ชีวิตจริงๆ ควรจะมี จริงๆ นะนี่ October 04 ม้าแลงสาปเมื่อเย็นไปหาหมอสิวมา หลังจากที่ไม่ได้ไปหามาประมาณ 3 สัปดาห์
น่าแปลกใจมากที่เจอก้องกับมล แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือก้องไม่ได้มาเป็นเพื่อนมล
แต่ว่ามลมาเป็นเพื่อนก้อง
จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ก็พอรู้อยู่แล้วว่าก้องหาหมอสิว
หาหมอเสร็จก็ไปกินข้าวที่แอนนากับป่าน
กล้วยหอมทอดกับไอติมวนิลา.....อร่อยจังเลย....
เดินทางกลับมาที่ห้องพร้อมด้วยความสุข
พอเข้าห้องแป๊บเดียวเท่านั้น ป่านร้องกรี๊ดลั่น เราก็กรี๊ดตาม
สุดท้ายถึงได้ความว่ามันมี "ม้าแลงสาป" เกาะอยู่บนหนังสือการ์ตูน
ตัวใหญ่มากถึงมากที่สุด สีแดงแปร๊ด
ถึงตอนนั้นป่านก็วิ่งไปถึงระเบียงแล้ว
ส่วนเราก็หนีมานั่งอยู่ที่ริมขอบเตียง
ไม่มีใครคิดหาทางออกที่ดีได้เลย
บอกป่านว่า เห็นมั๊ยมันคงจะเป็นตัวพ่อของแมลงสาปตัวเล็กที่เรากลั้นใจเอาหนังสือตบมันนิ่งไปเมื่อวันก่อน ก่อนที่จะโยนทิ้งที่ระเบียงแน่ๆ เลย
วันนั้นอยู่คนเดียว ไม่รู้จะทำยังงัยแล้ว มันวิ่งพล่านไปทั่วห้อง
เลยต้องตัดสินใจตบมัน ดีที่มันยังตัวเล็กหน่อย
นี่วันนี้พ่อมันคงมาเอาคืนแล้วมั๊งเนี่ย
แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก ป่านบอกว่ามันคนละพันธ์กัน พันธ์ตัวเล็กก็ตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็ตัวใหญ่
แต่แล้วเราจะทำยังงัยกันดี
จะโทรตามพี่ยามข้างล่างมาช่วยดีมั๊ย แต่เค้าก็ดูเบลอๆ ชอบกล แล้วถ้าเผื่อเค้ากลัวแมลงสาปเหมือนกันละ ก็เกรงใจเค้าอีก
ก็เลยนั่งนิ่งกันไปซักพัก แต่กลัวมันบินมากๆ อ่ะ ทำงัยดี หนวดมันยาวมากด้วย ท่าทางปีกแข็งแรงน่าดู
ป่านบอกว่าจะโทรตามพี่ต้นมาช่วยดีมั๊ย
จริงๆ ก็คงดี แต่ว่าเค้าอยู่ไกลมากๆ อ่ะ แถวแฟชั่นไอร์แลนด์โน่น มันไกลแค่ไหนกันน๊ะ ไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่ากว่าพี่ต้นจะมาแมลงสาปอาจบินว่อนแล้วก็ได้
แถมก่อนหน้านี้ป่านยังไปบอกเลิกพี่เค้า แล้วจะตามให้เค้าขับรถมาไล่แมลงสาปให้เนี่ยน๊ะ มันก็น่าเกรงใจอยู่หรอก
สุดท้ายเลยคิดได้ว่าควรต้องตัดสินใจทำอะรัยซักอย่างซะแล้ว
นั่งต่อไปเฉยๆ อย่างนี้ มันคงไม่บินออกหน้าต่างไปเองหรอก
ก็เลยคิดว่าจะลองเสี่ยงโทรถามวิทย์ เพื่อนของชัยที่อยู่ชั้น 2 ดู ว่าเค้ากลัวแมลงสาปมั๊ย
ปรากฏว่าวิทย์ไม่กลัวแมลงสาป ...เย้...ดีใจจัง...
ป่านบอกว่า "วิทย์แมนมากๆ"
สุดท้ายวิทย์ก็เลยขี่ม้าขาวมาช่วยเอาแมลงสาปออกไปจากห้องได้อย่างสงบ นิ่งมากๆ
เพียงแค่ถือกองหนังสือกองนั้นออกไปนอกห้อง แล้วก็ใช้รองเท้าเขี่ยสไลด์ๆ มันออกไปให้พ้นหน้าห้องเรา
อย่างกับกำลังเล่นฮอกกี้น้ำแข็งแน่ะ
ดีจังที่มีคนที่พอพึ่งพาได้อยู่ใกล้ๆ กัน
เคยรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวและเหงาอย่างลึกซึ้งจริงๆ ก็เมื่อหลายเดือนก่อน
ตอนนั้นต้องอยู่ห้องคนเดียว
หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเตรียมตัวจะนอนก็พบว่า มีแมลงสาปตัวใหญ่มากๆๆๆๆๆ ยืนอยู่ที่หน้าห้องน้ำ
มันใหญ่มากๆ จริงๆ นะ
ซักพักมันวิ่งไปที่ระเบียง ฉันคงต้องทำอะรัยซักอย่าง
นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนสมัยที่อยู่แถวปิ่นเกล้า อย่างน้อยก็มีเก่งกับตี้อยู่ห้องใกล้ๆ กัน
ถึงแม้มันอาจจะไม่สามารถช่วยไล่แมลงสาปได้ แต่อย่างน้อยเราก็สามารถไปลี้ภัยอยู่ห้องมันได้
แต่ที่นี่ ตอนนั้นมันไม่มีที่พึ่งอื่นเลย
กรุงเทพฯ ช่างกว้างใหญ่ แต่ชั้นต้องเผชิญหน้ากับแมลงสาปตัวเท่าบ้านเพียงลำพังในห้องเล็กๆ
จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ จะหาใครช่วยก็ไม่มี ไม่มีจริงๆ
ที่สุดตัดสินใจว่า ชั้นต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน
เพราะไม่อย่างนั้น คืนนี้จะนอนได้อย่างไร
ตัดสินใจว่าจะใช้ไม้กวาดตบมัน กะเอาให้ตายเลย กลัวมันบิน
แต่มันตัวใหญ่มากๆ เลย ก็เลยแอบสงสารมันเหมือนกัน และก็ทำใจลำบากที่ต้องทำร้ายสัตว์ใหญ่
แต่จะทำยังงัยได้ เงื้อไม้กวาดขึ้น หลับตา ไม่ได้สิ หลับตาตีถ้าเกิดพลาดขึ้นมา มันบินก็แย่เลย
ลืมตา ..เงื้อไม้กวาด ...ทำใจไม่ได้ ...ร้องไห้
ร้องไห้เพราะทำไม่ลง ร้องไห้เพราะรู้สึกโดดเดี่ยวจริงๆ
นี่คงได้ฤกษ์ไปซื้อบ้านแมลงสาปอันใหม่เสียที
อันเก่าที่เคยซื้อมาวางไว้ก็หมดอายุตั้งนานแล้ว
รู้สึกว่าเค้าจะบอกว่าใช้ได้ประมาณ 4 เดือน รัยประมาณนั้นนะ
นี่รู้สึกว่าจะใช้มาปีกว่าแล้วอ่ะ
มันคงหมดอายุขัย ทำหน้าที่ต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะ
October 01 Be Proactiveเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปอบรมเรื่อง "7 Habits for Highly Effective People" มา
จริงๆ แล้วต้องอบรม 3 วันติดกัน จันทร์-พุธ แต่ว่าวันพุธตรงกับวันที่ คปค. เค้าประกาศให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ หยุดด้วย
ตอนแรกพี่แจ้โทรมาบอกว่าตลาดฯ หยุด แต่โบว์ยังต้องไปอบรมนะคะ
ตอนนั้นเกิดอาการเซ็งขึ้นมาทันที
รัยง่ะ นานๆ จะได้หยุดโดยไม่ได้คาดหมาย แต่อดหยุดซะงั้น
แต่ว่าซักพักพี่กบก็โทรมาบอกว่า HR โทรมายกเลิก เลื่อนการอบรมออกไปก่อน
สำหรับ 7 อุปนิสัยนี้นั้น
ที่ออกจะชอบอยู่มากๆ ก็คือสองอุปนิสัยแรกคือ
1. Be Proactive และ 2. Begin with the end in mind
ข้อแรกนั้น ออกจะดีเอามากๆ เค้าบอกว่าให้เรา Create your own weather
ให้เราสร้างบรรยากาศของเราเอง
คนที่ Ineffective จะบอกว่า ฉันเป็นผลผลิตจากสิ่งแวดล้อมและคนอื่นๆ
ส่วนคนที่ Effective จะคิดว่า I am free to choose and am responsible for it. ชอบประโยคนี้มากๆ
จริงๆ เขียนมั่วๆ ลืมๆ ไปเกือบหมดแล้ว ตำราก็เอาไว้ที่ทำงาน
จริงๆ อยากเอามาดูประกอบด้วย จะได้เก็บเอาไว้อ่านทีหลังได้ด้วย
สำหรับ I am free to choose and am responsible for my choices.นั้น
ประโยคนี้ทำให้รู้สึกฮึกเหิมอย่างแรง ทำให้มุ่งมั่นได้ว่า
ต่อไปจะเลิกโทษคนอื่นเสียที
ต่อไปจะเลิกมองตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำเสียที
ต่อไปจะได้เลิกจมจ่อมอยู่กับความเศร้าเสียใจอันเนื่องมาจากการกระทำของคนอื่นเสียที
ต่อไปจะเลิกรู้สึกแย่ๆ เสียที ว่าทำไมฉันจะต้องเจอแต่เรื่องอย่างนี้นะ
เพราะคงไม่มีใครมาบังคับให้เรารู้สึกแย่ๆ ซ้ำๆ ซากๆ ได้ ถ้าเราไม่ยอมอย่างนั้น
แต่ถ้าเรายอม เราก็คงไปโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง ก็เพราะเราเลือกที่จะรู้สึกเอง
หากสามารถที่จะ be proactive ได้จริงๆ แล้วล่ะก็
ใจก็คงเป็นอิสระมากขึ้น เพราะเราเลือกที่จะคิด รู้สึก และทำได้อย่างที่เราเลือก และเราต้องการจริงๆ
ไม่ใช่ปล่อยให้ความรู้สึกไปขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และผู้คนรอบตัว
นี่คือสิ่งที่จะพยายามฝึก เค้าบอกว่าอุปนิสัย มันฝึกกันได้ แต่อาจจะต้องใช้ความพยายามหน่อย
September 16 รำลึกความหลัง Iวันก่อนนึกครึ้มๆ เลยได้ลองเข้าไปดู Inbox ใน Hotmail อันเก่าๆ
ก็ลองเข้าไปอ่านดู ก็พบว่าตลกดี บางอย่างจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เอ ช้านเคยทำอย่างนั้นด้วยเรอะเนี่ย
อันนี้เป็นเมลอันแรกสุดเท่าที่มีอยู่ใน Inbox (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเมลแรกรึป่าว เพราะว่าเมื่อก่อนเมลจุได้แค่ 2 เมกก็เลยต้องลบเมลตลอด)
คิดดูแล้วก็ 4 ปีกว่าๆ แล้ว ในความรู้สึกเหมือนนานมากแล้ว แต่จริงๆ 4 ปีเองเหรอ จริงๆ แล้วปกติก็คงคิดว่า 4 ปีเป็นเวลาที่นาน แต่เมื่อวานมานั่งนึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และ 1 ปีที่แล้ว รู้สึกว่ามันเร็วมากๆ ก็เลยงงว่าอันนี้รู้สึกว่ามันนานมากแล้ว แต่มันก็แค่นานเป็น 2 เท่าของเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้วเองเหรอเนี่ย
ช่วงที่เขียนเมลหาเก๋นี้ เป็นช่วงปิดเทอมปี 3 ขึ้นปี 4 ตอนนั้นฝึกงานอยู่ที่แบงค์ชาติ ว่างจัด เล่นเน็ตตลอด ก็คงเลยได้มีโอกาสส่งเมลไปหาเก๋ ไว้วันหลังจะเอาเมลอื่นมาลงต่อ เพื่อรำลึกความหลัง ขำๆ ดี
| September 05 วันที่ใจซบเซาอริสโตเติลเหรอ ที่เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
ธรรมชาติหรืออะไรกันที่สร้างให้มนุษย์ต้องการที่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
มีปฏิสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ต่อกัน
แล้ววิธีการในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันล่ะ ทำยังงัย ใครจะสอน
หรือว่าเราก็ต่างต้องเรียนรู้กันด้วยตัวเอง
เมื่อคนเรายังต้องการที่จะมีสังคม มีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
แล้วเราควรจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะทำให้มันเป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดประโยชน์สุขซึ่งกันและกัน
แล้ววิธีการเยียวยาตัวเอง เมื่อต้องผิดหวังหรือเจ็บปวดจากความสัมพันธ์จะทำอย่างไร
ถ้าไม่นับความสัมพันธ์แบบเครือญาติ พ่อแม่พี่น้อง
เป็นไปได้มั๊ย ว่าเราจะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมเพื่อตอบสนองความจำเป็นด้านเศรษฐกิจเท่านั้น
ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจ...สงสัยจัง
แล้ว อองซาน ซูจี ล่ะ เค้าอยู่ในบ้านหลังนั้นกับใครบ้างนะ
แล้วสิ่งมีชีวิตประเภทไหนบ้างนะ ที่ไม่ใช่สัตว์สังคม
การจะเข้าใจถึงจิตใจคนอื่นจริงๆ มันจะเป็นได้มั๊ยนะ
คิดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก เข้าใจตัวเองยังยากเลย นับประสาอะไรกับการต้องไปเข้าใจคนอื่น
----------
พยายามจะอยู่คนเดียว พยายามไม่สนใจ
พยายามไม่เป็นอะไร ทำตัวเองให้แข็งแรง
แต่ความรู้สึก ก็ยัง ยังเหมือนเดิม
ต่อให้ทุกอย่าง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป...
ทำไมต้องเสียน้ำตาอย่างง่ายดาย ให้กับเรื่องเดิมๆ
รู้สึกไม่เข้าใจตัวเองซักที
บางทีไม่รู้ทำไม ต้องเป็นคนที่อ่อนไหวทุกที
ร้องไห้...กับเรื่องเดิมๆ อย่างนี้
พยายามดูแลตัวเอง พยายามหลุดพ้นไป
พยายามจะทำยังงัย ใจมันยังไม่แข็งพอ
กับความรู้สึก ที่ยัง ยังเหมือนเดิม
ต่อให้ทุกอย่าง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป...
|
||||||||||||||||||
|
|